บุคคลสาธารณะ ตอน. ผศ.ดร.พีระ จูน้อยสุวรรณ

เปิดอ่าน 266 views

บทความนี้คัดลอกมาจากหนังสือ บุก_คนสาธารณะ พิมพ์ครั้งที่ 1 มกราคม พ.ศ.2556
“บุคคลต้นแบบในสังคมบ้านเราตอนนี้น้อยลง มีน้อยมาก สื่อที่ออกมา ก็เป็นสื่อที่ไม่ค่อยดี เราก็ต่อสู้กับสื่ออย่างหนัก และถ้าเราใช้สื่อเป็น เราก็สามารถใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสารผ่าน Facebook Twitter Instragram เป็นต้น”

 

ผศ.ดร.พีระ จูน้อยสุวรรณ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ เชียงใหม่

พีระจูน้อยสุวรรณ

 

อดีตเคยร่วมทำงานลูกทุ่งสถาปัตย์ ตอนนั้นกำลังมีชื่อเสียง เคยเป็นหางเครื่องเต้นกันทีละ 50 คน มีความสุขมาก ทำงานแล้วมันคลายเครียดมันผ่อนคลาย คิดว่างานแบบนี้อยู่กับเพื่อนได้อยู่กับคนเยอะ และมาทำงานที่ สถาปัตกรรม ก็ร่วมทำงานกิจกรรมนักศึกษาต่อเนื่องและมากขึ้น ทำงานไม่เป็นที่เป็นเวลา “ทำงานเอาม่วน ทำงานอย่างมีความสุข” สมัยก่อนเรามีรุ่นพี่ที่ชอบกิจกรรมจน ไม่เรียนหนังสือ มันก็มีด้านลบ แต่พี่เขาก็จบ และสุดท้ายพี่เขาก็ผ่านไปได้ ตอนนี้พี่เขาได้ทำงานดีๆ เป็นใหญ่เป็นโตไม่ใช่พวกที่เรียนอยากเดียว บางคนก็ทำงานจนกลายเป็นออแกไนซ์เซอร์ระดับชาติก็มาจากเป็นนักกิจกรรม เวลาเราเหนื่อยๆเราจะได้รับแรงบันดาลใจ กำลังใจจากรุ่นพี่ในการทำกิจกรรม

 

การทำงานร่วมกับนักศึกษา ก็จะอยู่ร่วมทำงานด้วยจนดึก เพราะถ้ามีปัญหาเด็กทำกิจกรรม ทำงานจนดึกแล้วเกิดอุบัติเหตุถูกรถชน มันจะเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเรามากถ้าเวลานั้น เราหนีกลับไปนอนอยู่ที่บ้าน ทิ้งให้เด็กๆ ผจญชะตากรรมโดยลำพัง มีคนเคยแนะนำว่าตำแหน่งขนาดนี้แล้วคุณกลับบ้านสิ สบายจะตาย สั่งงานสิ อยู่บนแท่นไม่ต้องลงไปคลุกอยู่หน้างานหรอก อยากจะถามกลับเหมือนกันว่า หากเวลานั้นเกิดอุบัติเหตุใดๆขึ้น และเผอิญเป็นลูก เป็นหลานท่าน ท่านจะรู้สึกอย่างไร เวลาเตรียมงานและทำกิจกรรมเราจะอยู่ด้วย ถึงแม้ไม่ได้ช่วยแบกหามอะไร ก็เป็นกำลังใจให้เด็กๆ นั่งดื่มกาแฟ ทานขนม เล่นเน็ตไป หาอาหารรอบดึกบริการให้เด็กๆ เราก็ตัวคนเดียว ไม่ได้มีภาระอะไรมาก นั้นคือข้อดีเท่านั้นเอง เวลามองดูเด็กดวงตาเด็กๆ มันใสปิ้ง เราก็มีกำลังใจในการทำงานเพื่อเด็กๆต่อไป ช่วงปีใหม่เด็กๆก็ไปทำเซอร์ไพร์ที่บ้าน เอ้อ… มันก็น่ารักดีนะ แม้บางทีก็อาจจะกวนประสาทไปหน่อย ยิ่งทำงานนานวันก็เกิดความผูกพันธ์ เรารู้สึกว่าเราทิ้งเขาไปไม่ได้ อาจารย์อยู่สโมสรนักศึกษามากกว่าบ้านอีก ที่บ้านก็ให้จิ้งจก ตุ๊กแกอยู่ กิจกรรมต่างๆ เน้นเอาหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาประยุกต์ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม แต่อาจจะมีการปรับวิธีการให้มีความน่าสนใจในกลุ่มวัยรุ่น โดยการใช้สื่อ ใช้เทคโนโลยีช่วย ก็ว่ากันไป

 

ปัญหาสังคมเริ่มจากที่บ้าน เนื่องจากคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน จึงมีพฤติกรรมที่ต่างกัน เรามีหน้าที่ต้องสอนกันไปเรื่อยๆ บางครอบครัวสอนมาดี ตอนที่อยู่กับเราในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก บางครอบครัวสอนบ้างไม่สอนบ้าง เรื่องเหล่านี้มันก็จะต่างกันออกไป พื้นฐานครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

 

การทำงานของเราเราจะบอกเลยว่า ห้ามเด็ดขาดเรื่องดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสโมสร และสิ่งที่อาจารย์ถือปฏิบัติคือ ไม่ร่วมวงดื่มเหล้ากับลูกศิษย์ เพราะจะไม่มีใครสอนใครได้ เราทำแบบอย่าง สอนเขา นโยบายต้องเด็ดขาด Role Model คือครูอาจารย์ นักกิจกรรมมืออาชีพ คือ ผิดพลาดน้อย วางแผนดี มีความเรียบร้อย วางแผนดี ปัญหาก็จะน้อย พูดคุยกันให้มากๆ อย่าเก่งเดี่ยว มืออาชีพก็คือทำงานเป็น อย่างคนพูดเป็นกับคนพูดได้นั้นต่างกัน ขอชื่นชมคนที่มีใจรักในการทำกิจกรรมทุกคน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสร้างการเรียนรู้นอกห้องเรียน ระหว่างการศึกษา และในอนาคตเราจะได้นำมาปรับใช้ เพราะสิ่งนี้คือ “บทเรียนที่จำลองมาจากชีวิตจริง” เราควรจะเชียร์นักกิจกรรมและทางมหาวิทยาลัยก็ควรให้ความสำคัญ เช่นจัดให้มีพิธีเชิดชูเกียรติให้กับกลุ่มนักกิจกรรมในหลายๆโอกาส

 

ข้อคิดสำคัญ
“อย่าขอคำชมมันจะมีคำติเยอะ และคนที่ให้กำลังใจคือ คนทำงานคนรอบข้างเรา อย่าซ้ำเติมคนกันเอง และให้กำลังใจกันมากๆ เปรียบเสมือนกับคนในครอบครัวเดียวกัน จงทำที่เหตุ อย่าหวังที่ผล ผเขาจะมาของเขาเอง”